วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

การเขียนมีความสำคัญอย่างไร

ความสำคัญของงานเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานเขียนที่ผู้เขียน เขียนออกมา โดยมีเนื้อหาที่ถูกต้อง มีความทันสมัย มีรูปแบบปกที่สดงาม ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน อีกทั้งยังมีความสำคัญ ต่อประเทศชาติและตนเอง ความสำคัญของงานเขียนมีดังนี้
                1.งานเขียนมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ
                1.1.ช่วยให้มีหนังสือประเภทต่างๆ  ออกมาขายและอยู่ในห้องสมุดตามสถาบันต่างๆกันอย่างมากมาย อีกทั้ง หนังสือบางเล่มยังสามารถใช้เป็นแหล่งที่มาในการอ้างอิงในการทำผลงานทางวิชาการ การทำรายงาน การค้นคว้าของนักเรียน นิสิต นักศึกษา  อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนตามสถาบันต่างๆ
                1.2.ช่วยให้ประเทศชาติเจริญ  ประเทศใดมีหนังสือมาก คนในประเทศนั้นมักเป็นคนที่มีความรู้  มีการศึกษา แต่ตรงกันข้าม ประเทศที่ไม่พัฒนา ล้าหลัง มักมีหนังสือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ทำให้ประชาชนขาดอาหารสมองในการบริโภค เมื่อคนไม่มีความคิด สติปัญญา ความฉลาด ก็ส่งผลไปยังเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมประเทศนั้น
                2.งานเขียนมีประโยชน์ต่อตนเอง
                2.1.ช่วยเป็นเครื่องมือในการทดสอบความสามารถ ความคิดของตนเอง งานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้ความคิด ความรู้ หากขาดซึ่งความคิด ความรู้ ถึงแม้จะมีข้อมูลมากสักเพียงใด ผู้เขียนก็คงไม่สามารถผลิตผลงานให้เป็นที่ยอมรับแก่ผู้อ่านได้ การผลิตงานเขียน ออกมาจึงเป็นการวัดความรู้ ความสามารถ และความคิดของผู้เขียนเอง  จึงอาจกล่าวได้ว่า งานเขียนยังเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้เขียนเกิดความรู้ ในเรื่องที่เขียนมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน
                2.2.ช่วยเป็นอนุสาวรีย์หรือเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของผู้เขียน งานเขียนที่ผู้เขียน เขียนออกมา มักเป็นสิ่งที่คงอยู่แม้ตัวผู้เขียนจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว แต่ผลงานเขียนก็ยังคงเป็นอนุสาวรีย์หรือเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ และเป็นหลักฐานอย่างดี เมื่อลูกหลานได้มีโอกาสเห็นก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดี
                2.3.ช่วยในการเป็นรายได้หาเลี้ยงชีพ งานเขียนยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้ โดยการขายหนังสือ บางคนมีรายได้จากการขายหนังสือจนร่ำรวย ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในการที่จะร่ำรวยได้จากงานเขียน เช่น การตลาดดี ,  ผลงานเขียนดี  , นักเขียนเป็นคนมีชื่อเสียง ฯลฯ
                2.4.ช่วยในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ไม่ว่าเราจะทำงานอาชีพอะไร หากว่า ท่านมีความสามารถในการเขียน ท่านก็จะได้รับความก้าวหน้า เช่น เป็นครู เป็นอาจารย์ ก็มักจะต้องเขียนหนังสือ เขียนเอกสาร เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือ เป็นพนักงานบริษัท หากมีความสามารถทางด้านการเขียน ก็จะถูกเจ้านายเรียกใช้เพื่อให้เขียนรายงาน เขียนโครงการต่างๆ เป็นต้น
                2.5.ช่วยให้เป็นคนมีชื่อเสียง คนดัง และทำให้คนอยากรู้จัก  หากว่างานเขียนของท่านเป็นที่ยอมรับของผู้อ่าน ท่านก็จะมีคนอยากจะรู้จักท่านมากขึ้น สื่อมวลชนบางแห่งก็อาจจะนำท่านไปสัมภาษณ์ออกสื่อต่างๆ
                2.6.ช่วยในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หลายๆ ท่านใช้เวลาหรือเสียเวลาไปกับสิ่งต่างๆ แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด การเขียนเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะมีนักเขียนดังๆ เขียนต้นฉบับ ขณะรอรับประทานอาหาร แล้วนำมารวบรวมเรียบเรียงจนเป็นผลงานหนังสือออกมาได้เป็นเล่มๆ
                ดังนั้น เมื่อเราได้ทราบความสำคัญของงานเขียนแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดจงช่วยกันเขียนหนังสือออกมาเยอะ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและตัวของเราเอง

เขียนอย่างไรให้ผู้อ่านชอบ

เขียนอย่างไรให้ผู้อ่านชอบ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                                การเขียนไม่ว่าเราจะเขียนในประเภทไหน เช่น บทความ สารคดี เรื่องสั้น นิยาย ตำรา ฯลฯ เรามักอยากให้ผู้อ่านชอบงานเขียนของเรา อยากติดตามผลงานเขียนของเรา  ซึ่งวิธีที่จะทำให้เขาติดตามหรือชอบงานเขียนของเราได้นั้น สามารถทำได้โดย
                1.จงเขียนเรื่องที่เรารู้  การเขียนเรื่องที่เรารู้ จะทำให้ผู้เขียนสามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งผู้เขียนได้อ่านมามากพอสมควร แล้ว มาทำการต่อยอดความรู้ให้มีความรู้ที่กว้างขึ้น ลึกขึ้น มากขึ้น อีกทั้งผู้เขียนควรเขียนให้เกิดความแตกต่างจากงานเขียนของผู้อื่น เช่น ต้องมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกหรือแง่มุมที่แปลกแตกต่างจากนักเขียนท่านอื่น เพราะหากผู้เขียน เขียนคล้ายคลึงกัน งานเขียนนั้นก็คงไม่ได้มีความแตกต่างจากงานเขียนของคนอื่นมากนัก แต่หากผู้เขียนเสนอแง่มุมที่ตลก แง่มุมที่คนไม่คิดกัน งานเขียนของผู้เขียนก็จะเกิดความแตกต่างขึ้นมาทันที และทำให้ผู้อ่านชื่นชอบในความคิดอ่านของผู้เขียนได้
                2.รู้จักจังหวะเวลา การจะทำหนังสือให้ขายดีหรือให้คนซื้อเป็นจำนวนมากนั้น ผู้เขียนอาจต้องเลือกจังหวะ ในการขายหนังสือ  เช่น  เมื่อสังคมเกิดภาวะวิกฤต คนต้องการกำลังใจ เราก็ควรเขียนหนังสือในแนวทางการให้กำลังใจ การพัฒนาตนเอง ธรรมะ ฯลฯ เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ในสภาพสังคมในขณะนั้น หากทำได้ดังนี้ ผู้อ่านก็จะซื้อหนังสือของเรามากขึ้น เมื่อมีโอกาสได้อ่านก็มักจะชอบหนังสือที่เราเขียนมากขึ้นไปด้วย
                3.ต้องเขียนให้เกิดความหลากหลาย เช่น ใช้คำ เล่นคำ มีโวหาร มีสำนวน มีอุปมาอุปมัย การเขียนตัวอย่างต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพพจน์ มีลีลาในการนำเสนอที่มีความหลากหลายในแบบฉบับของตัวเอง มีการสอดใส่อารมณ์เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงอารมณ์นั้น กล่าวคือ เมื่ออ่านแล้ว เกิดความประทับใจจนทำให้เกิดน้ำตาไหลออกมาได้
                4. ต้องเขียนให้เกิดความชัดเจน กระชับ  ไม่ยืดยาด ซับซ้อน งานเขียนที่ผู้อ่านชื่นชอบ มักสื่อความหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ประเภท ที่อ่านเสร็จแล้ว เกิดอาการ งง สับสน ไม่เข้าใจ ว่าผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไรกับผู้อ่าน ฉะนั้น ควรเขียนให้สั้น กระชับ มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ
                5.เขียนในสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อ  การเขียนก็มีลักษณะเดียวกันกับการพูด กล่าวคือ หากผู้พูดต้องการโน้มน้าวให้ผู้ฟังเชื่อถือ ศรัทธา ผู้พูดต้องมีความเชื่อในเรื่องนั้นๆ ก่อน การเขียนก็เช่นกัน หากผู้เขียนมีความเชื่อ มีความศรัทธา ในเรื่องที่ตนเองเขียน งานเขียนนั้นก็สามารถโน้มน้าวหรือชักจูงในผู้อ่านเชื่อถือ ศรัทธาได้เช่นกัน
                6.จงเขียนในแนวทางของตนเอง เนื่องจากงานเขียนมีหลายประเภท เช่น นิยาย สารคดี บทความ ข่าว ตำรา ฯลฯ ผู้เขียนควรเขียนในแนวทางที่ตนเองถนัด หากมีความถนัดการเขียนบทความ ก็ควรพัฒนางานเขียนของตนเองในแนวประเภทของบทความให้มากขึ้น อีกทั้งไม่ควรไปลอกเลียนสไตล์การเขียนของผู้อื่น จงเป็นตัวของตัวเอง
                7.จงพัฒนาความคิด ให้คิดนอกกรอบ คิดแตกต่าง คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดวิจารณ์ คิดเปรียบเทียบ คิดจินตนาการ การพัฒนาความคิดจะทำให้งานเขียนของเราดีขึ้น เราคงไม่ปฏิเสธว่า งานเขียนของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน Harry Potter จนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือแม้แต่นักเขียนชาวไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น ท่านสุนทรภู่ กับงานเขียนเรื่องพระอภัยมณี  ก็เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้เขียนทั้งสิ้น จงพัฒนาความคิดแล้วงานเขียนของท่านจะดีขึ้น ผู้อ่านก็จะชื่นชอบในความคิดของท่าน
                และอีกหลากหลายปัจจัย ที่ท่านสามารถพัฒนางานเขียนของท่านเพื่อให้เกิดความประทับใจ เกิดความเชื่อถือ ศรัทธา ในงานเขียนของท่าน เพราะงานเขียนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ท่านสามารถหาความรู้ได้ ฝึกฝนได้ มีแบบฉบับ เทคนิค วิธีการของตนเองได้

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

การเขียนที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ

เทคนิคการทำให้ผู้อ่านสนใจ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานเขียนโดยมากมักมีความยาวและถ้าเป็นงานเขียนในเชิงวิชาการด้วยแล้ว อาจทำให้ผู้อ่านโดยทั่วไปเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นได้ ดังนั้นถึงแม้งานเขียนของเราจะมีสาระ เนื้อหา แง่มุมดีขนาดไหน แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีความสนใจอยากที่จะอ่านหรือไม่อ่าน งานเขียนของเราเลย งานเขียนนั้นก็ไร้ค่า สู้งานเขียนที่มีสาระน้อยกว่า แต่คนหยิบอ่านไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้งานเขียนของเราเป็นที่สนใจของผู้อ่าน เราสามารถสร้างความสนใจในงานเขียนของเราได้ด้วยวิธีดังนี้
1.               การใช้รูปภาพประกอบ  การใช้รูปภาพประกอบจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเนื้อหาบางอย่าง
อาจซับซ้อน สับสน ซึ่งยากต่อการอธิบาย เช่น การแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการผสมพันธ์พืชหรือสัตว์ ,  ภาพแสดงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆของยานอวกาศ ,  ภาพโมเดลกระบวนการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น การใช้ภาพประกอบจึงมีความสำคัญดังคำกล่าวที่ว่า “ ภาพเพียง 1 ภาพ แทนคำพูดเป็น 1,000 คำ)
2.               การใช้ตาราง เราสามารถใช้ตารางได้ในกรณีที่เรามีความต้องการเปรียบเทียบข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลข  การ
ใช้ตารางที่ดีไม่ควรมีความยาวเกิน 1 หน้า กระดาษ แต่หากมีความจำเป็นก็ควรทำตารางให้อยู่ในหน้าที่คู่กัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกในการอ่านของผู้อ่าน
3.               การใช้กราฟ แผนภูมิแท่ง  ประกอบการเขียน การใช้กราฟ แผนภูมิแท่ง จะทำให้ผู้อ่านทราบทันทีว่า อันไหน
มากกว่าอันไหน อันไหนสูงกว่าอันไหน อีกทั้งยังมีประโยชน์คือ เป็นการดึงดูดความสนใจ ประหยัดเวลา สร้างความแตกต่าง ในการนำเสนออีกด้วย
4.               ตัวหนังสือและการเน้นคำ  ควรใช้รูปแบบที่อ่านง่าย  อีกทั้งยังต่อมีการพิสูจน์คำผิดให้มีการผิดพลาดให้น้อย
ที่สุด เพราะถ้าหากหนังสือมีคำผิดมากๆ ผู้อ่านหรือผู้ซื้อ อาจทักว่าเป็นหนังสือที่ไม่ดี  การเน้นคำ ก็มีความสำคัญ ถ้าเราต้องการสื่อให้ผู้อ่านรับรู้ว่า ข้อมูลนี้มีความสำคัญ เราก็ควรเน้นคำให้มีความเด่นชัดขึ้น ซึ่งการเน้นคำให้ผู้อ่านทราบมีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น อาจใช้วิธีขีดเส้นใต้ , การทำให้เป็นอักษรตัวทึบหรือแรเงา , การมีสัญญาลักษณ์ต่างๆ(ลูกศร ,ดอกจัน,สี่เหลี่ยม ,วงกลม , จุดกลมทึบ เป็นต้น)
                5.ขนาดของหนังสือและกระดาษ มีความสำคัญต่อนักอ่านมาก มีคนตั้งคำถามกับกระผมว่า ขนาดของหนังสือ ขนาดไหนดี กระผมคงตอบให้ไม่ได้ทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่กับ ประเภทของหนังสือเป็นหลัก เพราะถ้าหากเป็นหนังสือดนตรีสำหรับเด็กหรือนิทานสำหรับเด็ก ก็ไม่ควรทำหนังสือให้เล็กจนเกินไป เพราะจะทำให้ตัวโน้ตดนตรีหรืออักษรเล็ก จนเด็กๆ มองไม่เห็นแล้วจะไม่ชอบอ่าน การเลือกกระดาษก็สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้ไม่ใช่น้อย เช่น สีของกระดาษ , ความหนาความบาง , กระดาษสะท้อนแสง เคลือบมัน เป็นต้น แต่สำหรับคนที่เป็นนักการตลาดหรือมีความคิดสร้างสรรค์ อาจจะออกแบบขนาดของหนังสือเอง ซึ่งอาจแตกต่างจากหนังสือทั่วไป ก็สามารถดึงดูดใจผู้อ่านได้ไม่ใช้น้อย เช่น ออกแบบขนาดหนังสือให้ใหญ่กว่าปกติหรือเล็กกว่าปกติ , ออกแบบหนังสือให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างหรือทำให้เกิดความแตกต่างของสินค้าคือหนังสือได้
                6.ปกหนังสือ ปกหนังสือมีความสำคัญมาก เพราะเป็นประตูด่านแรกที่ทำให้คนอยากเปิดอ่านหนังสือของเราหรือไม่ การออกแบบปกจึงมีความสำคัญ ปกต้องเด่น ชวนให้ผู้อ่านอยากหยิบขึ้นมาอ่านเมื่อได้เห็น ซึ่งการออกแบบปกจะต้องทำให้เกิดความแตกต่างกับปกหนังสือเล่มอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน  อีกทั้งยังต้องยอมที่จะลงทุนเพิ่ม เนื่องจาก การพิมพ์สี่สีแพงกว่าการพิมพ์สองสี การเคลือบมันปก การทำให้เป็นอักษรตัวนูน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องลงทุนเพิ่มทั้งสิ้น
                ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จึงมีความสำคัญ แต่ความสนใจของผู้อ่าน และยังคงมีรายละเอียดต่างๆ อีกมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึงแต่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้ เช่น สำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ที่พิมพ์ , คำนำ คำนิยม ,  ราคา , ความชัดเจนของอักษรในการพิมพ์ เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดความสนใจของผู้อ่านและมีคุณค่าอย่างแท้จริงสำหรับผู้อ่านก็คือ เนื้อหาสาระ ประโยชน์ของงานที่เราเขียนนั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เขียนหนังสือเก่ง...ชีวิตดีขึ้น


เขียนหนังสือเก่ง...ชีวิตดีขึ้น
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                บุคคลที่เขียนหนังสือเก่งมักมีความได้เปรียบคนที่เขียนหนังสือไม่เก่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเขียนเป็นการสื่อสารประเภทหนึ่ง หากท่านต้องการเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ท่านจึงควรฝึกฝนการเขียน พัฒนาการเขียนของท่าน เพราะการเขียนหนังสือเก่งจะทำให้ชีวิตของท่านดีขึ้นอย่างแน่นอน เช่น
-                    คนที่ตกงานคนไหนที่เขียนเก่งสามารถเขียนจดหมายสมัครงานแล้วได้งานทำ ตรงกันข้ามกับคนที่เขียนไม่เก่งเมื่อเขียนจดหมายสมัครงานแล้ว มักจะไม่มีใครเรียกสัมภาษณ์ เนื่องจากการเขียนจดหมายสมัครงานเราต้องมีเทคนิคบางประการ กล่าวคือ เขียนแล้วทำอย่างไรให้คนอ่านถูกใจและอยากเรียกเราสัมภาษณ์เพื่อทำงาน
-                    พนักงาน คนที่เขียนเก่งสามารถเขียนรายงานแล้วได้เลื่อนตำแหน่ง คนที่เขียนรายงานเก่ง ผู้บริหารมักชื่นชมในผลงาน การเขียนรายงานส่งให้ผู้บริหารอ่าน ผู้บริหารจะทราบว่าบุคคลที่เขียนมีประสบการณ์ มีความคิดที่ดีมากน้อยขนาดไหนก็ด้วยการพิจารณาจากรายงานที่ส่งไปให้อ่าน
-                    ครู อาจารย์ นักวิชาการ คนที่เขียนเก่งสามารถเขียนผลงานทางวิชาการ ทำให้ได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน มีความก้าวหน้าทางอาชีพต่อไปเป็นลำดับขั้น
-                    นักการเมืองที่เขียนเก่ง มักเขียนผลงานของตนเองตามสื่อต่างๆ ผ่านงานเขียนบทความ งานเขียนรายงานข่าว มักทำให้ตนมีชื่อเสียง ประชาชนรักใคร่ศรัทธา  มากกว่านักการเมืองที่เขียนไม่เก่ง
-                    นักธุรกิจ นักบริหาร ที่เขียนเก่ง มักเขียนแผนงานของตนด้วยความเป็นมืออาชีพจนได้รับการยอมรับจากเจ้าของกิจการ หรือ เขียนแผนธุรกิจเก่ง มักได้รับการพิจารณาให้เงินกู้จากธนาคารก่อนคนที่เขียนไม่เก่ง
-                    นักการตลาดที่เขียนเก่ง มักได้รับเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น นักการตลาดบางคนทำงานเก่ง แต่พอให้เขียนแผนการตลาด ให้เขียนคำโฆษณา เขียนถ้อยคำประชาสัมพันธ์ ให้เขียนข่าวลงหนังสือพิมพ์ กับเขียนไม่ได้เรื่อง ทำให้เสียอนาคตไปหลายคนแล้ว
การเขียนหนังสือเก่งยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น การเขียนหนังสือเก่ง มักทำให้พูดเก่งด้วย เพราะ
การจะพูดเก่งต้องมีการเตรียมการพูดโดยการเขียนสคริปต์ก่อน แล้วจึงนำเอาสคริปต์มาท่อง มาเตรียมการพูด อีกทั้งคนเขียนเก่งยังสามารถหารายได้ได้เพิ่มเติมอีกด้วย เช่น เขียนหนังสือประเภทต่างๆขาย  การรับจ้างเขียนสคริปต์รายการต่างๆทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ การรับจ้างเขียนแผนต่างๆ  การรับจ้างเขียนผลงานวิชาการ การรับจ้างเขียนบทละคร บทภาพยนตร์ การรับจ้างเขียนข้อความโฆษณา ข้อความประชาสัมพันธ์  เป็นต้น
                จึงขอสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า หากปัจจุบันท่านเขียนหนังสือไม่เก่ง แต่ท่านมุ่งมั่นฝึกฝน อดทน พยายาม เรียนรู้ ศึกษาการเขียน ชีวิตของท่านจะดีขึ้น รุ่งเรือง รุ่งโรจน์ อย่างแน่นอน เขียนหนังสือเก่ง...ชีวิตดีขึ้นครับ

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ก้าวสู่อาชีพนักเขียน


ก้าวไปสู่อาชีพนักเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพอิสระ เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่จำกัดจำนวน เช่น นักเขียนนิยายท่านหนึ่งมีผลงานรวมเล่ม 50 ปก เฉลี่ยราคาปก 300 บาท จำนวนพิมพ์แต่ละปก 3,000 เล่ม ค่าเรื่องของนักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ ของราคาปก ดังนั้นนักเขียนท่านนี้จะมีรายได้ เท่ากับ 50 คูณ 300 คูณ 3,000 คูณ 10 เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วเท่ากับ 4,500,000 บาท หรือ นักเขียนอีกท่านหนึ่งซึ่งกระผมไม่ขอเอ๋ยนาม เขียนเรื่องลงในนิตยสาร วารสาร หลายแห่ง มีการใช้นามปากกาถึง 20 นามปากกา นักเขียนท่านนี้เขียนงานได้หลายประเภท เช่น เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เรื่องสั้น  โดยเฉพาะนิยาย นักเขียนท่านนี้ต้องเขียนทุกๆวันจำนวนถึง 3 ตอนหรือ 3 เรื่อง บางวันต้องเขียนถึง 4 ตอนหรือ 4 เรื่อง ทำให้ได้ผลงานประมาณ 100 ตอนหรือ 100 เรื่องต่อเดือน โดยได้รับค่าเรื่องหรือค่าบทความในความยาวประมาณ 1 หน้า A4 ประมาณ 300-1.500 บาท (แล้วแต่ความยากง่ายและการกำหนดค่าเรื่องหรือค่าบทความของนิตยสาร วารสารนั้น) นักเขียนท่านนี้ได้รับค่าตอบแทนประมาณ 40,000-60,000บาทต่อเดือน ท่านอาจตกใจว่าเป็นความจริงหรือ เป็นความจริงครับ
 ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถทำรายได้จากการเขียนได้ดังบุคคลตัวอย่างข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยันและการพัฒนางานเขียนของตนเอง ยิ่งในปัจจุบันการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้จากงานเขียนยิ่งมีมาก เพราะในปัจจุบันมีนิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ จำนวนมากมาย ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปักษ์ มีทุกประเภททุกแนว
จากตัวอย่างและปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นได้ว่าเราสามารถประกอบอาชีพนักเขียนได้ แต่ท่านผู้อ่านหลายๆท่าน คงมีความคิดที่สวนทางหรือได้รับข้อมูลจากอดีตว่า การเป็นนักเขียนมักไส้แห้งหรือไม่มีเงิน คำกล่าวเหล่านี้เป็นความจริงบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หากว่างานเขียนของท่านขาดการพัฒนา งานเขียนของท่านไม่เป็นที่ต้องการของตลาด งานเขียนของท่านไม่สามารถเอาชนะใจบรรณาธิการได้ งานเขียนของท่านไม่สามารถรวมเล่มขายได้  คำว่า “ ไส้แห้ง ” อาจเป็นความจริงสำหรับท่าน แต่ถ้าหากว่า งานเขียนของท่านมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานเขียนของท่านมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง งานเขียนของท่านเป็นที่ต้องการของตลาด งานเขียนของท่านสามารถเอาชนะใจบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร ได้  และงานเขียนของท่านมีสำนักพิมพ์ติดต่อเพื่อขอรวมเล่มขายได้  ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้หรือความร่ำรวยหรือสร้างชื่อเสียงได้ดังนักเขียนที่ดังๆ เช่น ทมยันตี โบตั๋น สมคิด ลวางกูร ฯลฯ
สำหรับนักเขียนต่างประเทศที่สร้างรายได้มากมายมหาศาล ดังเช่น เจ.เค.โรว์ลิ่ง นักเขียนชุดนวนิยายแฟนตาซี      “ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ” นักเขียนที่เป็นระดับมหาเศรษฐีเลยทีเดียว นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 หนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้รับการพิมพ์ไปทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 67 ภาษา

เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ผู้แต่งหนังสือ เดอะลอร์คออฟเดอะริงส์ ได้สร้างรายได้จากการขายหนังสือเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการแปลหนังสือเป็นภาษาต่างๆไม่น้อยกว่า 38 ภาษา อีกทั้งยังได้เงินค่าลิขสิทธิ์จากการนำหนังสือเรื่อง “เดอะลอร์คออฟเดอะริงส์” ไปทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย
                บุคคลดังกล่าวข้างต้นเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียนอาชีพ อีกทั้งยังเป็นผู้มีรายได้มากมายมหาศาลจากงานเขียน ขอย้ำอีกครั้ง ท่านก็สามารถเป็นเช่นนั้น หากท่านมีความทะเยอทะยาน มีความมานะอดทน ต่อสู้มีความขยันขันแข็ง มีเป้าหมายในชีวิตว่าต้องการเป็นนักเขียนไม่ใช่เขียนแค่สิบเรื่องยี่สิบเรื่องหรือเขียนบทความแค่ 100 เรื่องแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ล้มเลิกไป อย่างนี้คงใช้ไม่ได้ หากต้องการความสำเร็จเราจะต้องไม่ยอมแพ้  ถึงแม้จะใช้เวลานานสักเท่าไร จะเขียนมากมายขนาดไหน เราจะต้องสู้จนกว่าจะเป็นนักเขียนมืออาชีพ
                ยอร์ช เบอร์นาร์ด ชอว์ นักประพันธ์ชื่อดังของโลกหรือนักอ่านทั่วโลกรู้จัก กว่าเขาจะประสบความสำเร็จ เขาต้องลำบากยากเย็นในชีวิตมาก เขาวางแผนว่าทุกวันเขาจะต้องเขียนหนังสือให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 หน้ากระดาษ เขาต้องเขียนหนังสืออย่างต่ำวันละ 5 หน้ากระดาษ เขาได้ส่งผลงานเขียนของเขาไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ แต่ก็จนปฏิเสธ ท่ามกลางความผิดหวัง ท่ามกลางความล้มเหลว แต่เขาไม่ยอมแพ้เขาคงตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสือทุกวันไม่ต่ำกว่า 5 หน้ากระดาษ ตลอดระยะเวลานานถึง 9 ปี เขามีรายได้น้อยมากๆเขาได้รายรับได้เพียงวันละเซนต์สองเซนต์ แต่เขาก็อดทนเขียนต่อไป จนในที่สุดภายหลัง 9 ปี แห่งความลำบาก เขาก็มีชื่อเสียงขึ้นมาเรื่อยๆ ผลงานของเขาก็เป็นที่ต้องการขึ้นเรื่อยๆ นี่ถ้าเขาหยุดเขียนตั้งแต่ปีที่ 5 ผู้อ่านทั่วโลกคงไม่ได้อ่านผลงานการเขียนของนักเขียนชื่อดังระดับโลกผู้นี้
                ดังนั้น หากท่านต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพหรือมีอาชีพนักเขียน ท่านต้องมีเป้าหมาย แล้วรีบลงมือทำทันที ลงมือเขียนเรื่องราวต่างๆ เขียนทุกวัน เขียนจนเป็นนิสัย  แล้วท่านจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียนอาชีพหรือมีอาชีพนักเขียนในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การบริหารข้อมูลสำหรับงานเขียน


การบริหารข้อมูลสำหรับงานเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคของข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลข่าวสารมีมากมาย แต่ละวันหากเราลองสังเกตข้อมูลข่าวสารจะ หลั่งไหลผ่านหูผ่านตาเราเป็นจำนวนมาก หากไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าเรามีการจัดเก็บสะสมข้อมูลอย่างดี เราก็สามารถนำข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ไปใช้ประกอบงานเขียนได้ เช่น ข้อมูลจากหนังสือ ข้อมูลจากตำรา ข้อมูลจากวารสาร ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ฯลฯ  
                แต่หากมีข้อมูลจำนวนมากแต่ขาดการบริหารข้อมูล จะทำให้ข้อมูลที่หามาได้นำมาใช้ประกอบงานเขียน ต้องเสียเวลาในการค้นหานาน การบริหารข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับคนที่ต้องการทำงานด้านงานเขียน เราสามารถบริหารข้อมูลได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น
-                    เมื่อเราเจอข้อความหรือบทความที่น่าสนใจ และคิดว่าน่าจะนำมาใช้ประกอบงานเขียนได้ ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จงตัดเก็บไว้ใส่แฟ้มหรือหากตัดไม่ได้ก็ควรจดข้อความนั้นๆหรือหากต้องการให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้นก็ควรพิมพ์แล้วนำไปใส่ในแฟ้ม
-                    มีการจัดเก็บข้อมูลใส่ในแฟ้มโดยแบ่งเป็นเรื่องต่างๆ ตามที่ตนเองสนใจ เพื่อความสะดวกในการค้นหา และควรเขียนชื่อเรื่องติดไว้หน้าแฟ้มให้เรียบร้อย  เช่น  เรื่องการเมือง , เรื่องเศรษฐกิจ, เรื่องสังคม , เรื่องการคิด,เรื่องการตลาด,เรื่องธรรมะ ฯลฯ
-                    มีการจัดเก็บข้อมูลในรูปของ ซีดี หรือ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากข้อมูลบางส่วนสามารถค้นหาทางอินเตอร์เน็ตได้ แต่เราสามารถสะสมข้อมูลได้โดยการจัดเป็นหมวดหมู่
-                    มีการใช้สมุดพกติดตัวไว้ใช้บันทึกข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างปัจจุบันทันด่วน แล้วนำที่จดลงในสมุดพกมาพิมพ์ใส่ในแฟ้มเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลต่อไป
-                    มีการจัดซื้อข้อมูลข่าวสารที่ต้องการศึกษามาเก็บไว้ อาจเป็นรูปของหนังสือ วารสาร หรือแม้ ซีดี เพื่อนำมาใช้ในยามที่ต้องการ

เราจะเห็นได้ว่าการบริหารข้อมูลสำหรับงานเขียน เป็นสิ่งที่สำคัญทำให้ผู้เขียนสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆได้
ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย