วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สร้างจิตวิญญาณเพื่องานเขียน

สร้างจิตวิญญาณเพื่องานเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
                หลายคนอยากที่จะเป็นนักเขียน แต่ก็ไม่ยอมลงมือที่จะเขียน อีกทั้งยังมีข้ออ้างต่างๆนานา เช่น ไม่มีเวลา , ไม่มีอารมณ์ในการเขียน , เขียนไม่เก่ง , เขียนไม่ได้ เป็นต้น แต่แท้ที่จริงแล้ว คนที่จะเป็นนักเขียนมืออาชีพ หรืออยากจะยึดอาชีพนักเขียน มีความจำเป็นจะต้องสร้างจิตวิญญาณ
                การสร้างจิตวิญญาณในการเขียนหนังสือมีความสำคัญมาก เพราะการสร้างจิตวิญญาณในการเขียนจะทำให้เราอยากที่จะเขียนหนังสือทุกๆวัน
                เราจะสร้างจิตวิญญาณในการเขียนได้อย่างไร
-เริ่มต้นที่ความรักหนังสือ รักการอ่าน บ่มเพาะความรักหนังสือ จนชีวิตนี้ขาดหนังสือไม่ได้ หากว่าเรารักหนังสือ เรามักที่จะไปหาหนังสือเพื่อที่จะอ่าน ตามแหล่งต่างๆ หากไม่มีเงินก็ไปหาหนังสืออ่านตามมหาวิทยาลัย โรงเรียน ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ แต่หากว่ามีเงินซื้อหนังสือ ก็สามารถไปซื้อหนังสืออ่านได้ที่ร้านขายหนังสือทุกแห่ง โดยเฉพาะงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ส่วนใหญ่จัดที่ศูนย์สิริกิต์ปีละ 1-2 ครั้ง ก็จะมีหนังสือลดราคาให้เราเลือกกันมากมาย
-เมื่อมีความรักแล้ว ที่นี่ก็พยายามเขียน พยายามหัดเขียนทุกๆวัน เขียนเป็นกิจวัตร เหมือนกับว่าเราทำกิจกรรมนั้นๆเป็นประจำ เช่น ทานข้าว,แปรงฟัน,อาบน้ำ ฯลฯ เขียนทุกวันจนกระทั่งติดเป็นนิสัยและเป็นธรรมชาติในที่สุด เพราะงานเขียนคือทักษะที่เราต้องสะสมและต้องฝึกฝนด้วยตนเอง อีกทั้งต้องใช้เวลาในการฝึก ไม่เหมือนกับการสะสมสิ่งของ หากว่าเรามีเงินเราก็สามารถหาซื้อสิ่งของมาสะสมได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่งานเขียนถึงแม้มีเงินมาก ก็ไม่สามารถซื้อได้ นอกจากต้องฝึกฝนด้วยตนเอง
-มีความฝัน หลายคนใช้ความฝันเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนให้ทำงานเขียนได้เพิ่มขึ้นและพัฒนาขึ้น เช่น ฝันอยากเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ, ฝันอยากร่ำรวยเงินทองจากการเขียนหนังสือขาย,ฝันว่าอยากเป็นที่รู้จักของผู้คนโดยผ่านงานเขียนฯลฯ จึงทำให้เขามีพลังที่จะเขียนหนังสือให้ได้มากขึ้น
-จงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตนเองและจงสร้างความกระหายอยากในการที่จะเขียนตลอดเวลา เราอาจหารูปนักเขียนที่เราชื่นชอบตัดเก็บไว้ดูหรือคำคมเตือนใจของบรรดานักเขียนโดยการจดไว้อ่านเตือนใจเรา   เวลาที่เราท้อแท้จากงานเขียนของเรา และจงสร้างความกระหายความอยากที่จะเขียนหนังสือตลอดเวลา ฝันถึงมัน คิดถึงมัน แล้วลงมือเขียน เขียนดีบ้าง เขียนไม่ดีบ้างไม่เป็นไร แต่ขอให้เขียนทุกๆวัน งานเขียนของท่านก็จะพัฒนาขึ้นในที่สุด
                ฉะนั้น การสร้างจิตวิญญาณเพื่องานเขียน มีความสำคัญมาก เพราะหลายคนไม่มีใจให้แก่งานเขียน เขาก็จะขาดการทุ่มเทเวลา ทุ่มเทจิตใจ ทุ่มเทพลัง ให้กับงานเขียน และหากว่าท่านเขียนจนมีผลงานออกมาเป็นเล่มขายในท้องตลาดแล้ว กระผมมีความเชื่อว่า จิตวิญญาณที่จะอยากเขียนของท่านก็จะเพิ่มมากขึ้น และผู้คนก็จะรู้จักท่านมากยิ่งขึ้น


ลีลาการเขียน

ลีลาการเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ลีลาการเขียน มีความสำคัญมาก เพราะ นักเขียนดังๆหลายคน มีลีลาการเขียนที่สนุก เร้าใจ บางคนเขียนจนกระทั่งกระชากหัวใจของผู้ฟังออกมาเลยก็มี(เป็นการเปรียบเทียบครับ ไม่ใช่กระชากออกมาจริงๆ)
                สำหรับการฝึกฝนทางด้านลีลาในการเขียนเราสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ดังนี้
                1.หัดเป็นคนอ่านหนังสือให้มากๆ การอ่านหนังสือมากจะทำให้เราได้เห็นลีลาการเขียนของนักเขียนท่านอื่นๆ เพื่อนำเอาข้อดีเหล่านั้น มาพัฒนาลีลาการเขียนของเรา
                2.หัดเป็นนักสะสม จดจำ เมื่อเห็น คำ ถ้อยคำ ลีลา การเขียนประโยคไหนที่ชื่นชอบ พยายามจดจำ หรือจดไว้ในสมุดบันทึก เพื่อนำเอาไปปรับปรุงใช้ในงานเขียนของตนเอง
                3.หัดคิดก่อนลงมือเขียน การคิดนี้จะเป็นการวางโครงสร้างเรื่อง ว่าเราจะขึ้นต้นอย่างไร เนื้อเรื่องอย่างไร สรุปจบอย่างไร
                4.หัดค้นหาตัวตนให้พบ นักเขียนหลายคน เขียนบทความได้ดี มีคนชื่นชม ยกย่อง แต่เมื่อเห็นนักเขียนท่านอื่น เขียนนวนิยายแล้วดังและร่ำรวย ก็อยากที่จะเขียนนวนิยายบ้าง แต่เมื่อลงมือเขียนจริงๆ กลับเขียนไม่ได้เรื่อง ฉะนั้น จงค้นหาตัวตนของตนเองให้เจอว่าตนเอง ชอบเขียนงานในลักษณะไหนแล้วพัฒนางานเขียนของตนเองจะออกมาดีกว่าไปมุ่งฝึกฝนงานเขียนที่ตนเองไม่ชอบ ไม่ถนัด
                5.หัดพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ งานเขียนเป็นเรื่องของทักษะ หากว่าใครได้มีโอกาสเขียนมาก ก็จะยิ่งทำให้คนพบลีลาการเขียนของตนเอง อีกทั้งลีลาการเขียนก็จะพัฒนาดียิ่งๆขึ้น
                6.หัดเป็นคนที่อดทน งานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ บางคนกว่าจะดัง ต้องฝึกเขียนทุกๆวัน เป็นเวลา 10 ปี แต่นักเขียนรุ่นใหม่ ใช้เวลาฝึกเขียน ทุ่มเท น้อยมาก เพียงแค่ 1-2 ปี ก็อยากจะดังเสียแล้ว
                7.หัดเป็นนักปรุง การเขียนเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่อง “ แม่ ” แต่บางคนเขียนแล้วคนอ่านชอบ แต่อีกคนเขียนแล้ว คนอ่านไม่ชอบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรุงนั้นเอง

                8.หัดเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ คำวิจารณ์จะทำให้เราแก้ไขงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น งานเขียนของนักเขียนบางคน เขียนเป็นเวลา 10 ปี ไม่ดัง แต่เมื่อมีคนเสนอแนะ เหมือน  “ เส้นผมบังภูเขา ” ปรากฏว่าเมื่อนำ คำขอเสนอแนะ ไปปรับปรุง งานเขียนก็ดีขึ้นทันตาเห็น
                ฉะนั้น เรื่องของลีลาการเขียน เราสามารถปรับปรุง พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับ ตัวของเราเองเป็นสำคัญ หากว่าเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาปรับปรุง การใช้ภาษา การใช้ถ้อยคำ การดำเนินเรื่องในการเขียน กระผมเชื่ออย่างสุดใจว่า เราทุกคนทำได้ ขนาดสัตว์(หมา นกแก้ว ช้าง ม้า ) คนยังนำมาฝึกได้ แต่เนี่ยเราเป็นคน ก็ยิ่งต้องฝึกได้ คนเราสามารถเป็นนักเขียนได้ หากว่าเราคิดว่าเราทำได้

                

เขียนสู่อิสระภาพ

เขียนสู่อิสระภาพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานเขียนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่เราสามารถ ถ่ายทอดประสบการณ์ ถ่ายทอดความคิด ถ่ายทอดความรู้สึก ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ตลอดจนถ่ายทอดจินตนาการ ของเราไปสู่ผู้อ่านได้
                งานเขียนจึงเป็นงานที่เราสามารถใช้ความคิดอย่างเป็นอิสระและสามารถปลดปล่อย  สิ่งต่างๆที่ได้กล่าวมาในข้างต้น
                                การเขียนมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
1.เป็นการฝึกสมาธิ หลายคนชอบนั่งสมาธิ แต่ถ้าหากใครที่ไม่ชอบนั่งสมาธิ กระผมขอแนะนำให้เขียนหนังสือครับ เพราะงานเขียนทำให้เรามีสมาธิ หลายครั้งที่เราต้องพบกับความวุ่นวาย สับสน หากเราได้ใช้เวลาดังกล่าว ในการลงมือเขียนอะไรบางอย่าง ก็จะทำให้จิตใจของเราสงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว
2.เป็นการเผยแพร่ความรู้ ให้กำลังใจผู้อื่น นักเขียนมักมีความสุขและมีความสนุก เมื่อได้ลงมือเขียนเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษรเพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้และได้รับกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต บทความ เรื่องราวจากผู้เขียน ทำให้ผู้อ่านได้อ่านแล้วมีความรู้สึกมีกำลังใจและได้รับความรู้แง่มุมใหม่ๆเพิ่มขึ้น
3.เป็นการฝึกระบบความคิดอย่างเป็นระบบ  การคิดอย่างเป็นระบบช่วยให้เราประสบความสำเร็จเร็วขึ้นและหลายอาชีพจะต้องใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหา เช่น ผู้บริหารมักจะต้องตัดสินใจ หากใครมีระบบคิดที่ดีกว่าก็ย่อมตัดสินใจได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่า
4.เป็นการสร้างผลงานฝากไว้ให้แก่โลก นักเขียนเป็นจำนวนมาก แม้ตัวเองตายไปหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง คนจดจำได้ ก็เนื่องจากเขามีผลงานผ่านหนังสือต่างๆมากมายนั้นเอง
5.เป็นการสร้างรายได้  งานเขียนทำให้เราได้รับรายได้ หลายคนร่ำรวยจากการเขียนหนังสือขายนักเขียนบางคนร่ำรวยจนการเป็นมหาเศรษฐีเลยก็มี เช่น เจ.เค.โรว์ลิ่ง นักเขียนชาวอังกฤษ เขียนเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์ ขายลิขสิทธิ์จนร่ำรวยมหาศาล
6.เป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและวงค์ตระกูล หลายคนคงได้อ่านผลงานหนังสือต่างๆของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ท่านเขียนหนังสือเกือบ 200 เล่ม หลายเล่มทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง
7.เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้รับตำแหน่งวิชาการ ครู ตามโรงเรียน อาจารย์ ในมหาวิทยาลัย ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ ทางราชการมักจะกำหนดให้มีผลงานโดยผ่านข้อเขียน เช่น งานวิจัย , เอกสารประกอบการสอน , ตำรา , บทความทางวิชาการ , หนังสือ  เป็นต้น
8.เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทำให้ เป็นคนพูดเก่ง บางคนเป็นพูดเก่งแต่เขียนไม่เก่ง บางคนเขียนเก่งแต่พูดไม่เก่ง แต่คนที่เป็นนักพูดหรือนักเขียนที่เก่งๆ มักจะทำทั้งสองอย่างได้เป็นอย่างดี เพราะทั้งสองอย่างเป็นเรื่องของการสื่อสาร การใช้ภาษา การใช้ถ้อยคำ หากว่าใครเขียนเก่ง ก็มักมีโอกาสเลือกใช้ภาษาในการพูดได้มากกว่าคนที่เขียนไม่เก่ง

นี่คือประโยชน์ของงานเขียน สำหรับงานเขียนจะทำให้เราพบอิสรภาพอย่างไร หากว่าท่านอยากรู้ ท่านคงต้องลองทดลองดู โดยวิธีการ เขียน เขียนและเขียน  เขียนให้บ่อยขึ้น เขียนให้สม่ำเสมอขึ้น เขียนอย่างต่อเนื่อง แล้วท่านจะเป็นคนที่หนึ่งที่ได้พบกับความคิดและความรู้สึกที่เป็นอิสรภาพอย่างแท้จริง 

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ABCD กับการเขียน


ABCD กับการเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
ในการเขียนหนังสือที่ดี มีคุณภาพ น่าอ่าน ขายดี เราควรคำนึงถึงลักษณะ ABCD ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
                A : Attention คือ การสร้างความสนใจ การใช้ภาษาในการเขียนมีส่วนที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ อีกทั้งการใช้ภาษาที่ดียังสามารถโน้มน้าวใจผู้อ่าน ให้อ่านหนังสือจนจบเล่มได้  การออกแบบรูปเล่มก็มีความสำคัญ การใช้สีปกต้องโดดเด่น สามารถหยุดผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านสนใจ อยากหยิบขึ้นมาอ่านได้ ชื่อหนังสือต้องดึงดูด สั้นกระชับได้ใจความ พอผู้อ่านเห็นชื่อแล้ว อยากที่จะอ่าน ตัวอย่างเช่น การพาดหัวตัวใหญ่ หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์  ปกหลังต้องมีข้อความหรือรูปภาพเพื่อดึงดูด โดยมากมักจะนำเสนอเรื่องย่อ ภายในหนังสือ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้อ่านได้  
                B : Benefits คือ บอกประโยชน์จากการที่ได้รับคุณค่าจากอ่านหนังสือ บางคนอ่านหนังสือเรื่อง “ พ่อรวยสอนลูก” แล้วไม่ยอมวาง เนื่องมาจากข้อความในหนังสือมีประโยชน์และสามารถนำเอาไปใช้ได้ บางคนอ่านหนังสือ “ขายหัวเราะ” แล้วไม่ยอมวาง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากข้อความภายในหนังสือ อ่านแล้วมีความสนุกสนาน คลายเครียด   หรือบางคนป่วยเป็นโรค เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ แทบจะไม่วางหนังสือเล่มนั้น เนื่องจากว่าผู้อ่านได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือเพื่อนำไปใช้รักษาสุขภาพของตนเอง
                C : Creativity คือ มีการสร้างสรรค์ หนังสือที่ขายดีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักเป็นหนังสือที่มีการสร้างสรรค์ มีการสร้างความแปลกใหม่ ทั้งรูปปก เนื้อหาภายใน การจัดหน้าหนังสือ มีการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวของตัวเอง อีกทั้งมีการสร้างจุดเด่นใหม่ๆ ขึ้นมาในงานเขียน พูดง่ายว่า ต้องมีความโดดเด่น แปลกใหม่ สร้างสรรค์ แตกต่าง
                D : Demand  คือ การคำนึงถึง ผู้อ่าน ความต้องการของผู้อ่านมีผลต่อการขายหนังสือได้ดี เราจะสังเกตเห็นว่าหนังสือบางเล่ม เขียนได้ดี แต่ยอดขายไม่ดี ซึ่งแตกต่างกับหนังสืออีกจำนวนหนึ่งที่ เขียนได้ดีน้อยกว่าแต่หนังสือเล่มดังกล่าวไปสนองความต้องการของผู้อ่าน จึงทำให้เกิดการขายดี หรือ นักเขียนบางคนถึงกับเขียนหนังสือตามกระแสไปเลย  เช่น ประวัติของนายกรัฐมนตรีคนใหม่  , ชีวประวัติของบุคคลที่โด่งดังในเมืองไทยซึ่งเป็นที่น่าสนใจของคนโดยทั่วไป เช่น ประวัติของเจ้าสัว เช่น เจ้าสัวธานินทร์ เจียรวนนท์(ซีพี) , เจ้าสัวเจริญ ศิริวัฒนภักดี(เบียร์ช้าง) , เจ้าสัวบรรฑูร ลำซำ(แบงค์กสิกรไทย) เป็นต้น
ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในการเขียนควรคำนึงถึงปัจจัย ABCD ข้างต้น เพราะ ปัจจัย ABCD เป็นปัจจัยตัวหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการเขียน
“ จงเขียนให้มากๆ แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน”

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณประโยชน์ของการอ่าน คือ หน้าต่างแห่งโลกกว้าง

คุณประโยชน์ของการอ่าน คือ หน้าต่างแห่งโลกกว้าง
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เมื่อวันที่ 27 กรกฏาคม 2555 กระผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้ความรู้กับ เจ้าหน้าที่ พนักงาน ผู้บริหารของ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ดอกคำใต้และ บุคลากรของ มหาวิทยาลัยพะเยาบางส่วน ในหัวข้อ “ คุณประโยชน์ของการอ่าน คือ หน้าต่างแห่งโลกกว้าง”  จัด ณ ห้องประชุมใหญ่ ของ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ดอกคำใต้ ในโอกาสนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ กระผมจึงได้เขียนบทความฉบับนี้เพื่อเผยแพร่
                เมื่อพูดถึงเรื่องการอ่านของสังคมไทย สังคมไทยมีนิสัยรักการอ่านโดยเฉลี่ยต่อคนน้อยมาก จากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยในปี 2554 ( อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 ) ประเทศเวียดนาม ประชาชนอ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่ม ต่อปี , ประเทศสิงคโปร์ ประชาชนอ่านหนังสือเฉลี่ย 40-60 เล่มต่อปี และประเทศไทยของเรา ประชาชนอ่านหนังสือเพียง 2-5 เล่มต่อปีเท่านั้น
จากสถิติข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะธรรมชาติของคนไทยมีนิสัยที่ชอบพูด ชอบฟัง มากกว่า ชอบอ่าน ชอบเขียน อีกทั้งในสังคมโลกยุคปัจจุบันมีสื่อที่ทันสมัยอีกมากมาย จึงทำให้การอ่านของคนไทยยิ่งน้อยลง เช่น มี VCD DVD  อินเตอร์เน็ต ฯลฯ
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้เขียนในหนังสือของท่านว่า สังคมโลกแบ่งออกเป็น 5 ยุค ซึ่งประกอบไปด้วย ยุคที่ 1 ยุคของสังคมเกษตร คนที่มีที่ดินมากจึงถือว่าเป็นคนที่มั่งคั่งในยุคสังคมในสมัยนั้น ยุคที่ 2 ยุคสังคมอุตสาหกรรมเป็นยุคของการผลิต ใครผลิตได้มาก ใครตั้งโรงงาน ใครมีทุนมากถือว่าเป็นคนที่มั่งคั่ง ยุคที่ 3 เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร เป็นยุคของคนที่มีข้อมูลมากมักได้เปรียบคนมีข้อมูลน้อย ยุคที่ 4 เป็นยุคของความรู้ เป็นยุคที่ใครสามารถแปลงข้อมูลเป็นความรู้ได้คนนั้นได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ และยุคที่ 5 เป็นยุคของสังคมแห่งปัญญา กล่าวคือ ใครสามารถเอาความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ
ดังนั้น การอ่านจึงมีความสำคัญอย่างมากในสังคมโลกยุคปัจจุบันและยุคอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สังคมไทยและคนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก
สำหรับคุณประโยชน์ของการอ่านนั้น มีมากมาย เช่น
1.การอ่านทำให้เกิดความคิด คนที่อ่านหนังสือมากมักจะเป็นนักคิด อีกทั้งการอ่านยังทำให้เราสามารถคิดใคร่ครวญมากกว่าการฟัง เพราะการฟังเราไม่สามารถหยุดฟังคนพูดได้ เราต้องฟังจนจบ แต่การอ่านหนังสือ เมื่อเราอ่านแล้วเกิดคำถาม หรือข้อสงสัย เราสามารถหยุดอ่านบรรทัดนั้นได้แล้ว คิดต่อว่าสิ่งที่เราอ่านนั้นใช่หรือไม่ใช่ เป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ตามที่ผู้เขียนได้เขียนไว้
2.การอ่านช่วยในการสร้างสมาธิได้ดี คนที่อ่านหนังสือมักเป็นคนที่มีสมาธิ การอ่านจึงเป็นวิธีในการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นการฝึกสมาธิที่ได้ทั้งองค์ความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสารในเวลาเดียวกัน
3.การอ่านช่วยในการพัฒนาตนเอง คนที่อ่านหนังสือมากมักเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบที่จะพัฒนาตนเอง การอ่านจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดทักษะต่างๆอย่างมากมาย
4.การอ่านช่วยให้เกิดการเพลิดเพลิน บางคนเมื่อทำงานเหนื่อย เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน การอ่านหนังสือ ตลก หนังสือบันเทิง หนังสือนิยาย  จะช่วยให้เกิดการเพลินเพลินได้อีกวิธีหนึ่ง
5.การอ่านช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจ คนที่ประสบความสำเร็จมักชอบอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือทำให้เขาเกิดความคิด เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความมานะที่จะต่อสู้สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะ การอ่านหนังสือประเภท ชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก
เมื่อเราเห็นประโยชน์ของการอ่านหนังสือแล้ว แต่ถามว่าทำไมคนไทยจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ อาจเป็นเพราะ หลายคนคิดเรื่องเกี่ยวกับหนังสือไม่ถูกต้อง เช่น เมื่ออ่านหนังสือมากๆ กลัวถูกคนล้อว่า เป็น “ หนอนหนังสือ” หรือ “ อ่านหนังสือแล้วเครียด”  อีกทั้งบรรยากาศในการอ่านก็มีส่วนช่วยในการอ่านหนังสืออีกด้วย การปรับปรุงห้องสมุด จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยให้คนไทยเกิดนิสัยรักการอ่านเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นคุณประโยชน์ของการอ่าน จึงเป็นการเปิดหน้าต่างให้เราพบโลกที่กว้างขึ้น เราสามารถรู้วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ เรื่องราวของประเทศต่างๆ  ของคนอีกซีกโลกหนึ่งก็ด้วยการอ่าน จงอ่านหนังสือมากๆ แล้วชีวิตของท่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยกระดับงานเขียนของท่าน

จงยกระดับงานเขียนให้เป็นดั่งมืออาชีพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เมื่อท่านเขียนหนังสือไปสักระยะ ท่านควรพัฒนาตนเองให้เป็นมืออาชีพ เพราะการพัฒนาตนเองให้เป็นนักเขียนมืออาชีพจะทำให้ท่านเกิด รายได้มากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาตนเองให้เป็นมืออาชีพ ท่านสามารถพัฒนาได้ดังนี้
                1.ท่านต้องมีวินัยในตัวเอง นักเขียนใหม่ๆมักจะไม่มีวินัยในตนเอง อยากจะเขียนก็เขียน เมื่อไม่มีอารมณ์เขียนก็ไม่เขียน บางวันเขียน บางวันไม่เขียน จึงทำให้ผลงานการเขียนของนักเขียนท่านนั้นออกมาอย่างไม่สม่ำเสมอ หากเป็นไปได้ท่านควรจัดสรรเวลาแต่ละวันสำหรับเขียน เมื่อท่านเขียนทุกๆวัน จนเป็นนิสัย การเขียนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
                2.พัฒนาตนเองให้เขียนได้หลายแนวขึ้น แน่นอนในการเขียน หากจะให้ง่ายเราควรเขียนในเรื่องที่เรามีความรู้ มีความถนัด แต่หากท่านต้องการเป็นมืออาชีพ ท่านจะต้องหัดเขียนในแนวอื่นๆด้วย การเขียนหลายๆแนวจะทำให้ท่านมีฐานลูกค้ามากขึ้น การเขียนหนังสือหลายๆแนว จะทำให้ท่านมีความรู้ที่แตกฉานมากขึ้น
                3.ทำงานได้ในหลายสถานที่  นักเขียนมืออาชีพต้องมีความพร้อมในการเขียนทุกสถานที่ เนื่องจากในยุคปัจจุบัน นักเขียนหลายๆท่านต้องถูกเชิญให้ไปพูดไปบรรยายไปให้ความรู้ยังสถานที่ต่างๆ ดังนั้น นักเขียนจะต้องออกเดินทางและมีการเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ  สถานที่ทำงานของนักเขียนจึงไม่ใช่ห้องทำงานเสมอไป นักเขียนมืออาชีพจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงาน
                4.รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ นักเขียนมืออาชีพ ควรเรียนรู้และรู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำงานเช่น รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ รู้จักหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต รู้จักใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆในการทำงาน ยิ่งเป็นสมัยยุคปัจจุบัน ท่านไม่จำเป็นต้องหอบหนังสือเป็น 1,000 เล่ม ไปไหนต่อไหน ท่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยผ่านระบบ E-book โดยดูได้จากคอมพิวเตอร์
                5.เรียนรู้หลักการตลาด นักเขียนบางท่านเขียนหนังสือได้ดีมาก แต่หนังสือเหล่านั้นขายแทบไม่ได้ แต่ตรงกันข้ามกับนักเขียนอีกหลายๆคน ที่เขียนหนังสือได้ดีน้อยกว่า แต่สามารถขายหนังสือได้มากกว่า ดังนั้นหากต้องการเขียนหนังสือให้ขายดี นักเขียนคงต้องเรียนรู้หลักการตลาดให้มากขึ้น เพราะผู้อ่านก็คือลูกค้า เราจะเขียนหรือผลิตสินค้าอย่างไรให้ลูกค้าหรือผู้อ่านของเราพอใจ จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษา
                6.รักษาความสม่ำเสมอ นักเขียนมืออาชีพ ควรรักษาความสม่ำเสมอของตนเอง เช่น มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ , งานเขียนออกมาได้มาตรฐานของตนเองสม่ำเสมอ , การกำหนดรูปเล่ม การจัดหน้าหนังสือ การสะกดคำต้องออกมาดี ไม่ผิดพลาดมาก  เป็นต้น
                7.รู้จักพัฒนาตนเองตลอดเวลา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากต้องการเป็นมืออาชีพ เราจะต้องมีการพัฒนาการเขียนอยู่ตลอดเวลา เราต้องอ่านหนังสือให้มาก เขียนให้มาก คิดให้มาก อีกทั้งต้องคอยปรับปรุง รูปเล่ม การจัดหน้า ให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้น หากต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพ ท่านจะต้องไม่อยู่นิ่ง ท่านจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองในการพัฒนาตนเองเสมอ
                ดังนั้น หากท่านปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้น กระผมเชื่อแน่ว่า ท่านจะเป็นนักเขียนมืออาชีพอย่างแน่นอน ขอให้ท่านพบความสำเร็จบนเส้นทางนักเขียนมืออาชีพ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของการเขียนมีมากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของการเขียนมีมากกว่าที่คุณคิด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                เมื่อพูดถึงเรื่องประโยชน์ของการเขียนหลายๆ ท่าน คงคิดว่าประโยชน์ของการเขียน สามารถเป็นอาชีพได้ ทำรายได้ได้  ทำให้มีชื่อเสียง แต่แท้ที่จริงแล้ว ประโยชน์ของการเขียนนั้นมีมากมาย
                การเขียนสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ เพราะการเขียน เป็นกระบวนการเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ของผู้เขียนให้เป็นตัวอักษรเพื่อนำมาถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่าน ฉะนั้นคนที่เขียนหนังสือทุกๆวัน อย่างสม่ำเสมอจะทำให้รู้จักตัวตนของตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต เมื่อค้นหาตัวตนเจอก็จะทำให้ผู้เขียนเกิดความสุขใจ สงบใจ และยิ่งเขียนมากขึ้นผู้เขียนก็จะพบปัญญาที่มีอยู่ในตัวของผู้เขียนเอง
                การเขียนช่วยให้ท่านไม่ลืม ความจำมีประโยชน์ก็จริงอยู่ แต่มนุษย์ไม่สามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตของตนเองได้ การเขียนจะช่วยให้มนุษย์เราเกิดความจำขึ้น การเขียนจึงมีความสำคัญต่อความจำ เพราะหากไม่ได้เขียนหรือบันทึกไว้ มนุษย์เราก็มักจะลืมสิ่งต่างๆ ไป
                การเขียนมีประสิทธิภาพมากกว่าการพูดในบางสถานการณ์  พวกเราตอนเด็กๆ หรือตอนอบรม คงมักเคยได้เล่นเกมส์การสื่อสาร ซึ่งผู้กำหนดเกมส์ มักแบ่งผู้เล่นออกมามากกว่า  2 กลุ่ม แล้วให้แข่งขันกัน โดยให้ผู้เล่นคนที่หนึ่งอ่านข้อความซึ่งเป็นประโยคที่เมื่ออ่านแล้วผู้อ่านเกิดความสับสน เป็นประโยคที่มักจะเล่นคำ แล้วให้ผู้เล่นคนที่หนึ่งกระซิบคนต่อๆไป จนถึงคนสุดท้าย ผลออกมาคือ ประโยคที่ให้อ่านเกิดความผิดพลาดไม่เหมือนเดิม แต่ในทางกลับกัน หากว่า ผู้กำหนดเกมส์ให้ผู้เล่นทุกคนได้อ่านข้อความประโยคนั้น โดยส่งจากคนที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ไปจนถึงคนสุดท้ายให้อ่านข้อความประโยคนั้น ความผิดพลาดจะน้อยลง
                การเขียนทำให้เกิดความอิสระขึ้นในการใช้ชีวิต  หลายอาชีพมักจะต้องมี กฎ ระเบียบ ข้อจำกัดทางด้านเวลา แต่อาชีพนักเขียน จะทำให้เราไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ เช่น ไม่ต้องแต่งตัวให้ยุ่งยาก ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด นุ่งผ้าขาวม้า คุณก็สามารถประกอบอาชีพนี้ได้ อีกทั้งไม่มีเงื่อนเวลา คุณจะทำงานเขียนกี่โมงก็ได้ แล้วแต่นักเขียนแต่ละคนจะเป็นผู้กำหนดเวลาดังกล่าว
                การเขียนทำให้ประเทศเกิดการพัฒนา ก้าวหน้าขึ้น การเขียนจะช่วยให้ประชาชนในประเทศนั้นๆ มีนิสัยในการรักการอ่าน รักการเรียนรู้ มากขึ้น เมื่อประชาชนรักการอ่าน ก็จะทำให้เกิดความคิด ปัญญา มันสมอง ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป
                  การเขียนช่วยในการจัดการองค์ความรู้  สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบพูด ชอบฟัง มากกว่าการชอบอ่าน ชอบเขียน แต่แท้ที่จริงแล้วประเทศที่เขาพัฒนาอย่างสหรัฐอเมริกา สังคมเขาจะมีนักคิด นักเขียน อยู่มาก กระผมเองได้มีโอกาสไปทำงานวิจัย และต้องสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ หาเอกสารต่างๆ แต่ปรากฏว่า บุคคลที่ต้องสัมภาษณ์ได้เสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งเมื่อขอข้อมูลเอกสารต่างๆ จากญาตผู้ตาย ก็ไม่มีให้ ดังนั้น หากสังคมไทยในอดีต มีการเขียน มีการจดบันทึก มีการจัดการองค์ความรู้ ก็จะทำให้ผมมีเอกสารไปทำงานวิจัย ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น  แต่ประเทศอเมริกา เขามีคนเขียนมากทำให้มีการต่อยอดองค์ความรู้  นักวิจัยของเขาสามารถไปหาอ่านงานเขียนของผู้ที่จะต้องสัมภาษณ์ นำมาเป็นข้อมูลได้ ถึงแม้บุคคลนั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
                ดังนั้น การเขียนมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ในอดีตมีคนบอกว่า นักเขียนไส้แห้ง แต่ปัจจุบันความคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะ การเป็นนักเขียนที่ดี ที่เก่ง อาจสร้างตัวได้ถึงขั้นเป็น “ มหาเศรษฐี” ไปเลยก็มีให้เห็นแล้ว เช่น  เจ.เค.โรว์ลิ่ง นักเขียนเจ้าของผลงาน “ แฮร์รี่ พอตเตอร์”  หรือ  คุณสมคิด ลวางกูร นักเขียนชาวไทยที่ร่ำรวยเงินทอง มีบ้าน มีรถ มีเงินมากมาย ก็จากงานด้านการเขียนหนังสือ จนคุณสมคิด ลวางกูร ต้องจัดอบรมในหัวข้อ “ สร้าง 100 ล้านจากการเขียนหนังสือ”
                ถ้าไม่ได้เป็นนักอ่าน    ไม่ควรคิดเป็นนักเขียน และหากเป็นนักเขียน ก็ควรเขียนเพื่อพัฒนาสังคม