วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หนังสือ

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หนังสือ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การทำหนังสือขาย การเขียนหนังสือขาย หากต้องการให้มีมูลค่าเพิ่มในใจผู้อ่านหรือผู้ซื้อ ผู้จัดทำหนังสือควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ด้วย บางครั้งเราจะเห็นได้ว่า งานเขียนของคนบางคนเขียนได้ดีมากแต่ไม่ค่อยจะมีคนซื้ออ่าน เนื่องจากการออกแบบปกหนังสือไม่สวยไม่โดนใจผู้อ่านหรือผู้ซื้อ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หนังสือจึงมีความสำคัญ เมื่อหนังสือมีมูลค่าเพิ่มจะทำให้หนังสือเล่มนั้น สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้อีก  อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หนังสือมีดังนี้
                1.ปกหนังสือ ปกหนังสือมีความสำคัญมากเนื่องจากเมื่อผู้อ่านหรือผู้ซื้อ เข้าไปในร้านหนังสือซึ่งมีหนังสือเป็นจำนวนมาก หากปกหนังสือออกแบบไม่โดนใจ ลูกค้าก็มีโอกาสน้อยมากที่จะหยิบหนังสือเล่มนั้นมาดู แต่หากออกแบบปกหนังสือให้มีรูปแบบ ที่ทันสมัย แปลก ใหม่ ก็จะทำให้ผู้อ่านหรือผู้ซื้อมีโอกาสหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านดูได้มากกว่า
                2.การพิสูจน์อักษร มีความสัมพันธ์กับคุณค่าของหนังสือ หากว่าลูกค้าหรือผู้อ่านเปิดอ่านหนังสือ แล้วลองอ่านดู เกิดพบคำผิดมากๆ ก็จะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าหนังสือเล่มนั้นไม่มีคุณภาพ อีกทั้งหนังสือบางเล่มแทรกการแก้คำผิดเพิ่มเติมเสียยาวเหยียด ถ้าท่านเป็นผู้อ่านหรือลูกค้า ท่านย่อมทึกทักได้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยมีคุณภาพได้
                3.ตัวหนังสือและภาพ  ขาดความคมชัด เมื่อคุณภาพของการพิมพ์ไม่ดี ทำให้ตัวอักษรต่างๆ ภาพต่างๆ ไม่ชัดเจน ก็มักจะมีผลต่อการอ่านของผู้อ่าน อีกทั้งเมื่อผู้อ่านได้อ่านหนังสือที่ไม่ชัดเจนแล้ว ก็ทำให้ผู้อ่านตัดสินใจไม่ซื้อหนังสือได้
                4.ราคาของหนังสือ เป็นปัจจัยหนึ่งของการที่ลูกค้าหรือผู้อ่านจะตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ ถ้าหนังสือมีราคาแพงหรือถูกเกินไปก็จะมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของลูกค้า สำหรับการคำนวณในการตั้งราคาหนังสือแบบง่ายๆ คือ เมื่อเราทราบต้นทุนที่เกิดจากการพิมพ์ รวมราคาออกแบบปก การจัดรูปแบบภายในเล่มแล้ว เราเอาราคาดังกล่าวมาคูณด้วย 4  จะเป็นราคาของหนังสือเล่มนั้นๆ โดยประมาณ
                5.คุณภาพของกระดาษ สำหรับกระดาษในการทำหนังสือแต่ละเล่มก็มีความสำคัญ เช่น ความหนาความเบาของกระดาษ โดยมากสำนักพิมพ์มักใช้กระดาษ 70 แกรม หรือ 80 แกรม ซึ่งหากใช้กระดาษ 80 แกรม ราคาอาจจะแพงกว่ากระดาษ 70 แกรม ไปสักเล็กน้อยแต่ก็ทำให้หนังสือเล่มนั้นๆ มีคุณค่ามากขึ้น หรือ การใช้กระดาษธรรมดากับกระดาษถนอมสายตาในการพิมพ์  ราคาอาจจะแตกต่างกันเพียงแค่เล็กน้อย แต่สามารถทำให้หนังสือเล่มนั้นมีคุณค่าสูงขึ้นได้
                6.สำนักพิมพ์และโรงพิมพ์  อาจจะเป็นที่เดียวกันก็ได้ หรือ เราพิมพ์ที่โรงพิมพ์หนึ่งแต่ใช้บริการอีกสำนักพิมพ์หนึ่งก็ได้ โรงพิมพ์หรือสำนักพิมพ์ ที่มีมาตรฐาน จะช่วยให้หนังสือเรามีมูลค่า อีกทั้งยังช่วยเรื่องของภาพลักษณ์ของผู้เขียนด้วย
                7.โฆษณา ด้านหลังหนังสือ สำนักพิมพ์บางแห่งถือโอกาสโฆษณาหนังสืออื่นๆ ของสำนักพิมพ์ ลงในหนังสือของเรา แต่ถ้าหากเป็นการโฆษณาหนังสือของผู้เขียนเอง ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่ม แต่หากเป็นหนังสือของผู้อื่น ก็จะลดคุณค่าภายในใจลูกค้าบางคนได้ ทั้งนี้หากว่าเราไม่ต้องการให้หนังสืออื่นมาโฆษณาด้านหลังเราก็สามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์ได้
                8.สร้างความแปลกใหม่ หากทำหนังสือเหมือนๆกับหนังสือโดยทั่วไปในท้องตลาด หนังสือของท่านจะไม่ค่อยมีมูลค่าเพิ่ม แต่หากท่านทำหนังสือที่แปลกใหม่ ทันสมัย อีกทั้งไม่ค่อยเหมือนใคร หนังสือของท่านก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที เช่นการออกแบบปก การออกแบบภาพแปลกๆ ประกอบภายในหนังสือ การใช้งานศิลป์เข้ามาช่วยในการทำหนังสือ การสร้างรูปทรงของหนังสือให้ออกมาในแนวแปลกๆ เป็นต้น
                โดยสรุป การสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นการเพิ่มคุณค่าภายในใจของลูกค้า แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงของหนังสือก็คือ เนื้อหาของหนังสือนั้นเอง




เขียนให้เก่งอย่างนักเขียน

เขียนให้เก่งอย่างนักเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                งานเขียนเป็นอาชีพอิสระ งานเขียนเป็นอาชีพที่สามารถบริหารเวลาในการทำงานด้วยตนเองได้ งานเขียนสามารถสร้างรายได้มากมายมหาศาล สำหรับคนที่เขียนเก่งและสามารถเขียนในแนวที่ตลาดมีความต้องการได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม งานเขียนเป็นวิชาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยองค์ความรู้อยู่พอสมควร ถ้าไม่มีองค์ความรู้ท่านก็ไม่สามารถเขียนถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ที่ท่านต้องการถ่ายทอดได้
                ทำอย่างไรถึงจะเขียนให้เก่งอย่างนักเขียน เคยมีคนตั้งคำถามนี้กับกระผมอยู่บ่อยๆ โดยส่วนตัวกระผมคิดว่า การประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามในโลกนี้ บุคคลที่ประกอบอาชีพนั้นๆ หากต้องการความสำเร็จ ท่านจำเป็นจะต้องมีการพัฒนา ทั้งการพัฒนาตนเอง การพัฒนาทักษะ การพัฒนาความรู้ การพัฒนาความคิด การพัฒนาจิตใจ เป็นต้น
                หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จในวิชาชีพต่างๆ แต่ท่านขาดการพัฒนา ชีวิตการทำงานของท่านก็จะนิ่ง ไม่มีความก้าวหน้า  แต่ถ้าหากท่านมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การประกอบอาชีพนั้นๆ ก็จะเจริญก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพและปริมาณ
                การจะเขียนให้เก่งอย่างนักเขียนก็เช่นกัน ท่านควรเริ่มต้นจากการฟังหรืออ่าน แนวความคิดของนักเขียนแต่ละท่านว่านักเขียนเหล่านั้นมีเทคนิคอย่างไรเวลาเขียน  มีแรงบันดาลใจอย่างไรถึงได้สร้างผลงานที่มีคุณภาพและปริมาณออกมาอย่างมากมาย เมื่อท่านได้เทคนิค วิธีการ ต่างๆจากบรรดานักเขียนแล้ว ท่านลองนำไปปฏิบัติ นำไปปรับปรุง ดัดแปลง วิธีการต่างๆ เหล่านั้น ท่านก็จะเป็นอีกผู้หนึ่งที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียนภายในอนาคต
                แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่บรรดานักเขียนที่ประสบความสำเร็จมีเหมือนกันก็คือ
                1.การอ่าน การอ่านเป็นเส้นทางของการเป็นนักเขียน นักอ่านทุกคนอาจไม่ใช่นักเขียน แต่นักเขียนทุกคนจะต้องเป็นนักอ่าน การอ่านหนังสือต่างๆ จะทำให้งานเขียนนั้นเกิดการพัฒนา หากไม่ชอบอ่านเราก็จะไม่รู้แนวทางในการเขียนรูปแบบต่างๆ หรือประเภทต่างๆ เช่น การใช้ภาษา การใช้สำนวน การใช้โวหาร การใช้ถ้อยคำ การเว้นวรรค การเล่นคำ การใช้รูปแบบตัวอักษร การสร้างเอกลักษณ์ของนักเขียนแต่ละท่าน เป็นต้น
                2.แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะเป็นนักเขียน  เป็นสิ่งหนึ่งที่บรรดานักเขียนที่ประสบความสำเร็จจะต้องมี กล่าวคือ เมื่อนักเขียนมีแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายในชีวิตในการทำงานที่อยากเป็นนักเขียน นักเขียนผู้นั้นก็จะมีความขยันขันแข็งที่จะเขียน มีความตั้งใจที่จะพยายามพัฒนางานเขียนของตนเอง มีความอดทนต่ออุปสรรค การประกอบอาชีพหรือการทำกิจการใดๆ ก็ตาม หากต้องการประสบความสำเร็จจะต้องใช้เวลา เช่น นักมวยแชมป์โลก ไม่ได้ชกแค่ครั้งเดียวแล้วได้เป็นแชมป์โลก แต่ต้องฝึกซ้อม ฝึกฝน พยายาม มานะ อดทน กว่าจะประสบความสำเร็จในการเป็นแชมป์โลก นักเขียนก็เช่นกัน ไม่ใช่เขียนหนังสือออกมาแล้ว 1 เล่ม แล้วไม่ดัง ก็เลิกล้ม หากมีนิสัยอย่างนี้ก็คงประสบความสำเร็จได้ยาก
                3.แนวคิดหรือการคิด การประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามหากทำเหมือนคนอื่น ผลที่ออกมาก็จะไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่หากเรากล้าที่จะทำให้สิ่งที่ต่างแตก ผลที่ออกมาเราก็จะได้รับผลสำเร็จที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เช่นกัน จงสร้างความแตกต่างแล้วจะมีคนตามอ่านหนังสือของท่านเป็นจำนวนมาก
                4.ทำทันที สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นนักเขียนก็คือ ทำทันที “ จงอย่าบอกโลกว่าท่านทำอะไรได้บ้างแต่จงแสดงมันออกมา” มีคนเป็นจำนวนมากอยากเป็นนักเขียน แต่ไม่ยอมลงมือที่จะเขียน หากท่านไม่ย่อมเดินก้าวแรก ท่านก็ไม่มีวันที่จะถึงจุดหมายปลายทาง เช่นกัน หากว่าท่านอ่านมากแต่ไม่ยอมเขียน ท่านได้เป็นแค่นักอ่านไม่ใช่นักเขียน , หากว่าท่านมีแรงบันดาลใจแต่ท่านก็ไม่ลงมือที่จะกระทำคือลงมือเขียน แรงบันดาลใจแทบจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลย และหากท่านมีแนวคิดที่ดีๆ แต่ท่านไม่ยอมลงมือที่จะถ่ายทอด แนวคิดนั้นก็ไม่สามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้          
                โดยสรุปท่านสามารถเขียนให้เก่งอย่างนักเขียนได้ ถ้าท่านชอบอ่านหนังสือ ท่านมีแรงบันดาลใจ ท่านมีแนวความคิดที่ดีๆ แปลกๆ ใหม่ๆ และสิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านต้องลงมือเขียน ถ้าอยากเป็นนักเขียนต้องเขียนครับ




วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เขียนสู่อิสรภาพ


เขียนสู่อิสรภาพ
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                การเขียนหนังสือ การเขียนตำรา การเขียนแผนธุรกิจ การเขียนโครงการ การเขียนโปรแกรม การเขียนเรียงความ การเขียนบทความ การเขียนนิยาย การเขียนสารคดี การเขียนรายงาน ฯลฯ การเขียนเหล่านี้ ได้สร้างชื่อเสียง ได้สร้างความร่ำรวยให้แก่ผู้คนมามากต่อมากแล้ว
                คนที่มีความคิดดีๆ แต่ถ้าเขียนไม่ดี เขียนไม่เก่ง เขาก็ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจและชื่นชอบได้
                คนที่มีความรู้มากมาย แต่ไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการเขียนให้ผู้คนอ่านแล้วเข้าใจง่ายๆ ความรู้นั้น ก็เปล่าประโยชน์
                คนที่ต้องการเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่ไม่สามารถถ่ายทอดการเขียนข่าว การเขียนบทความ การเขียนสารคดี ให้คนติดตามหรือสนใจได้  นักหนังสือพิมพ์คนนั้นก็ไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าในสายงานของตนได้
                ฉะนั้นงานเขียน จึงมีความสำคัญมาก งานเขียนจะทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ กับผู้คน ผู้อ่าน อีกทั้งตัวนักเขียนเอง
บุคคลที่ต้องการความก้าวหน้า ต้องการประสบความสำเร็จจึงควรพัฒนางานเขียนให้ก้าวหน้าตลอดเวลา ฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ สร้างชื่อเสียง ให้แก่ตนเอง
                เขียนสู่อิสรภาพ เราสามารถใช้การเขียนเพื่อปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ความรู้ ความคิด ความฝัน หรือสิ่งต่างๆ ที่ท่านต้องการเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์
                เขียนสู่อิสรภาพ เราสามารถใช้งานเขียนเพื่อสร้างรายได้ เมื่อท่านมีรายได้มากๆ ท่านก็สามารถปลดปล่อยตนเองจากภาระต่างๆ ได้ เช่น การทำงานประจำที่ต้องมีระบบในการทำงาน ซึ่งหลายๆท่านไม่ชอบ
                เขียนสู่อิสรภาพ เราสามารถใช้งานเขียนเพื่อปลดปล่อย ผู้คนหรือผู้อ่าน ออกจากความคิดที่เป็นลบเช่น การหมดกำลังใจ , การไม่พัฒนาตนเอง , การใฝ่ต่ำ , การขี้เกียจ , การขาดเป้าหมายในชีวิต ฯลฯ
 โดยใช้งานเขียนปลดปล่อยหรือเปลี่ยนแปลง ให้ผู้อ่าน เปลี่ยนความคิดจากลบมาเป็นคิดบวก เช่น ทำให้ขยันยิ่งขึ้น , ทำให้มีเป้าหมายในชีวิต , ทำให้เป็นคนกระตือรือร้น , ทำให้เป็นคนมีความทะเยอทะเยน ฯลฯ
                เคยมีคนถามผมว่า แล้วผมจะเริ่มต้นอย่างไรละ ในการเขียน  เราควรเริ่มต้นเขียนในสิ่งที่เรามีความรู้ มีประสบการณ์ หรือ มีความอยากที่จะเขียนในเรื่องนั้นๆ ก่อน ไม่ควรเขียนในสิ่งที่ตนไม่รู้ ไม่เข้าใจ
                ซึ่งองค์ความรู้ของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน อีกทั้งประสบการณ์ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน จงเริ่มต้นเขียน และไม่ควรกังวลมากจนเกินไป เช่น คิดว่าตนเองเขียนได้ไม่ดี หรือ คิดว่าจะมีใครอ่านผลงานของเราหรือเปล่า (กล่าวคือ ไม่ควรคิดในแง่ลบ การคิดในแง่ลบมากๆ จะทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจในตนเองได้ จงคิดในแง่บวกเสมอ)
                เพราะการเขียนเริ่มจากความคิด ประสบการณ์ ความรู้ของคนนั้นๆ หากมีคนพันคน เขียนเหมือนกันพันคน แล้วจะเป็นอย่างไรครับ ฉะนั้นเราจงมั่นใจในตนเอง เขียนไปตามแบบฉบับของเราเอง
                สุดยอดนักเขียน อาชีพใดๆ ก็ตาม หากมีความมุ่งมั่น ขยัน พยายาม อดทน รักในอาชีพในนั้น ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จและเป็นสุดยอดของวงการนั้นๆ ได้  อาชีพนักเขียนก็เช่นกัน ตอนเขียนใหม่ๆ เราอาจจะไม่มีรายได้จากงานเขียนหรือมีรายได้น้อยมาก แต่หากว่าเรามุ่งมั่น พยายาม เรียนรู้ ฝึกฝน อดทน มีวินัย ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับทุกอาชีพ หากว่าคนนั้นๆ มีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
                ทำอย่างไรให้เป็นนักเขียนมืออาชีพ หากต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพ เราก็ต้องรู้จักพัฒนาตนเอง เช่น อ่านหนังสือประเภทต่างๆ ให้มาก หาความรู้หาเทคนิคเกี่ยวกับประเภทงานเขียนที่เราถนัด  ในบางครั้งเราก็ควรยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นเพื่อมาปรับปรุงงานเขียนของเรา และสิ่งที่สำคัญคือ ท่านต้องเขียนทุกวัน เขียนจนเป็นนิสัย
                ท้ายนี้ หากว่าท่านผู้อ่านต้องการอิสรภาพ กระผมเชื่อว่าการเขียนก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำพาท่านไปสู่อิสรภาพได้ หากว่าท่านต้องการอย่างแท้จริง จงปลดปล่อยความคิด ประสบการณ์ ความรู้ดีๆ ในตัวท่านด้วยการเขียน หากท่านเขียนได้ดีเป็นที่ยอมรับ  มีผู้อ่านซื้อหนังสือของท่านมากๆ  ท่านก็สามารถปลดปล่อยตนเองจากงานประจำที่หลายๆท่านเบื่อหน่ายได้เช่นกัน
                               



               
               

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อยากเขียนเก่งต้องเขียน

อยากเขียนเก่งต้องเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
                อยากพูดเก่งต้องพูด  อยากว่ายน้ำเก่งต้องลงไปว่ายน้ำ อยากขายเก่งต้องไปขาย และถ้าอยากเขียนเก่งต้องเขียนครับ การเขียนเป็นศาสตร์และศิลป์ อีกทั้งเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ เมื่อฝึกฝน ฝึกปฏิบัติ บ่อยๆ ก็จะเขียนได้เก่ง เขียนได้ดียิ่งขึ้น
                บางคนเคยถามผมว่า เขาเขียนไม่เป็น ทำอย่างไรถึงเขียนได้ คำตอบที่ผมตอบกลับไปเหมือนกำปั้นทุบดินก็คือ คุณต้องเขียนครับ แล้วมีคำถามต่อว่าแล้วจะให้ผมเขียนอะไร คุณจะเขียนอะไรก็ได้ ทางที่ดีควรเลือกแนวทางหรือเรื่องที่คุณถนัดหรือสนใจจริงๆ ในการฝึกการเขียนใหม่ๆ
                บางคนแทนที่จะลงมือเขียนได้แล้ว กลับถามผมอีกว่า แล้วผมไม่รู้ว่าถนัดแนวไหน (แล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย ผมคิดในใจ) ถ้าไม่รู้ว่าถนัดแนวไหน คุณลองสังเกตดูว่าคุณชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับแนวไหน เพราะคนส่วนใหญ่มักอ่านหนังสือในแนวที่ตนเองสนใจ เมื่อคุณอ่านหนังสือแนวนั้นเยอะๆ ก็จะทำให้คุณเกิดฐานข้อมูลในการเขียน จะทำให้การฝึกการเขียนนั้นง่ายกว่าการเขียนในแนวที่ตนเองไม่ถนัดหรือเรื่องที่คุณไม่รู้
                การเขียนมีหลายแนวหรือหลายประเภท เช่น การเขียนบทความ การเขียนนวนิยาย การเขียนรายงาน การเขียนสารคดี การเขียนเรียงความ การเขียนข่าว ฯลฯ หากว่าคุณอยากเขียนให้ได้ดีหรืออยากพัฒนางานเขียนให้พัฒนาได้ไวขึ้น คุณจำเป็นจะต้องรู้เทคนิคต่างๆ การรู้เทคนิคจะทำให้งานเขียนออกมาดียิ่งขึ้น
                การเขียนได้ต้องเริ่มจากการอ่าน การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นมาก สำหรับคนที่ต้องการฝึกฝนในการเขียน เพราะการอ่านมากๆ จะทำให้เรามีข้อมูลในการเขียน การอ่านมากๆ จะทำให้รู้วิธีการต่างๆ ของนักเขียน เช่น การใช้สำนวนภาษา  การเว้นวรรค การเล่นคำ การใช้อารมณ์ การสอดแทรกอารมณ์ต่างๆในการเขียน ฯลฯ
                อยากประสบความสำเร็จในการเขียนต้องมีใจรัก การทำงานทุกอย่างต้องเริ่มที่ใจรักก่อน หากไม่มีใจรักเสียแล้ว เมื่อเกิดปัญหา เกิดอุปสรรคต่างๆ คนๆนั้นก็จะล้มเลิกกลางคัน  งานอาชีพทางการเขียนก็เช่นกัน คนที่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน เราลองไปอ่านประวัติของนักเขียน ก็จะทราบได้ว่า เขาเริ่มต้นจากหัวใจที่รักในการเขียน ในการอ่าน หนังสือ ฉะนั้นเมื่อบุคคลใดมีใจรักที่อยากเขียน เมื่อมีความปรารถนาอยากเป็นนักเขียน  บุคคลนั้นก็จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด เพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ตนต้องการ
                เขียนเก่ง ประสบความสำเร็จก่อน คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ มักเกิดจากคนๆนั้น มีความสามารถที่หลากหลาย ความสามารถทางการเขียนก็เป็นความสามารถหนึ่งที่ส่งผลให้คนประสบความสำเร็จในอาชีพการทำงานได้ เช่น นักเรียน นักศึกษาที่เขียนเก่ง มักสอบได้คะแนนดี เนื่องจากเขียนข้อสอบได้เข้าใจหรือสื่อสารได้ชัดเจนกว่านักเรียน นักศึกษาที่เขียนไม่เก่ง ,  พนักงานที่เขียนเก่ง มักได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งและได้รับเงินเดือนมากกว่าพนักงานที่เขียนไม่เก่ง กล่าวคือ เมื่อผู้บริหารให้เขียนรายงานส่ง เขียนแผน เขียนโครงงานต่างๆ พนักงานที่มีความสามารถทางการเขียนมักสื่อให้ผู้บริหารเข้าใจได้ง่ายกว่าพนักงานที่เขียนไม่เก่ง  ฯลฯ
                เขียนเก่ง...รวยก่อน... คนที่เขียนเก่งมักก่อให้เกิดความร่ำรวย  เช่น นักเขียนบางคนมีฐานะร่ำรวยมาจากงานเขียนถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐีหรือเศรษฐีไปเลยก็มี  เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้แต่งวรรณกรรมเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ มีทรัพย์สินร่วม 2,000 ล้านบาท ขึ้นทำเนียบบุคคลรวยที่สุดอันดับที่ 122 ของประเทศอังกฤษ  หรือนักเขียนชาวไทย   สมคิด  ลวางกูร เขามักเรียกตัวเขาเองว่าเป็นนักจัดการข้อมูล ก็ร่ำรวยมาจากการเป็นคนเขียนหนังสือขาย
                ท้ายนี้กระผมขอสรุปอีกครั้งว่า อยากเขียนเก่งต้องเขียนครับ ถ้ามัวแต่อ่านแล้วไม่ลงมือเขียน เราก็จะได้แค่เป็นนักอ่าน นักเขียนต้องเขียน เขียน และเขียน จึงจะประสบความสำเร็จในการเขียนครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศาสตร์การเขียน

ศาสตร์การเขียน
โดย...ดร.สุทธิชัย  ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
                การจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักเขียน ท่านจะต้อง เขียน เขียน และเขียน
การเขียนเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของผู้ที่ต้องการการเป็นนักปราชญ์ จะต้องทำการฝึกฝน คือ สุ จิ ปุ ลิ
ซึ่งการเขียนจะว่ายากก็ยาก แต่คงไม่ยากเกินความสามารถ  สำหรับที่บุคคลต้องการเป็นนักเขียนหรือต้องการเขียนเป็น
                ในยุคปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร การจัดการองค์ความรู้จึงมีความสำคัญมาก การเขียนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการการจัดการองค์ความรู้ ซึ่งมีมากมาย มีความกระจัดกระจาย  สังคมใดที่สามารถจัดการองค์ความรู้ ออกมาเป็นหนังสือเป็นเล่ม มักจะทำให้คนในสังคมนั้นๆ เกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการคิด มีการเขียนต่อยอดองค์ความรู้มากขึ้น
                พวกเราคงเคยเล่นเกมส์ เกมส์หนึ่ง คือ ให้ผู้เข้าร่วมเล่นเกมส์ต่อแถวกัน 2-3 แถว แล้วให้แข่งขันกันโดยผู้ดำเนินเกมส์ให้ให้กระดาษมาแผ่นหนึ่งซึ่งเขียนข้อความประโยคหนึ่ง แล้วให้ผู้เข้าเล่นเกมส์แข่งขันกันกระซิบต่อๆกัน จนถึงคนสุดท้าย ปรากฏว่า ข้อความที่กระซิบต่อต่อกันเกิดการผิดพลาดจากข้อความเดิมของคนที่ส่งข่าวสารให้คนแรก แต่ในทางกลับกัน หากเกมส์นี้ เปลี่ยนจากการกระซิบกัน แต่ผู้ดำเนินเกมส์ให้ส่งกระดาษที่เขียนประโยค แล้วส่งกระดาษให้ผู้เล่นเกมส์เป็นแถว จนถึงคนสุดท้ายให้อ่านข้อความในประโยคนั้น รับรองได้ว่าข้อสารนั้นจะไม่เกิดการผิดพลาด เพราะทุกคนที่เล่นเกมส์ก็จะอ่านประโยคในกระดาษที่เขียนเหมือนกันหมด
                นี่คือความแตกต่างระหว่างการพูดกับการเขียน ถ้าสังคมใดมีการจัดการองค์ความรู้ด้วยการเขียน ก็จะทำให้คนรุ่นหลังได้เกิดการเรียนรู้ต่อๆกันไป แต่หากส่งต่อองค์ความรู้ด้วยการพูด การสื่อสารนั้นก็อาจคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับผู้ที่คิดค้นต้องการสื่อออกไป
                การเขียนที่ดีมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง ซึ่งผู้เขียนอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน  บางคนเขียนเพื่อการบันทึก บางคนอาจจะเขียนเพื่อให้ความรู้  บางคนเขียนเพื่อให้ความเพลิดเพลิน บางคนเขียนเพื่อประชาสัมพันธ์ บางคนเขียนเพื่อแจ้งข่าวสาร ฯลฯ
                อีกทั้งการเขียนมีหลากหลายประเภท เช่น การเขียนบทความ  การเขียนสารคดี  การเขียนนวนิยาย การเขียนเรื่องสั้น การเขียนเรียงความ ฯลฯ
                สำหรับผู้ที่ต้องการหัดเขียน กระผมขอแนะนำว่าท่านควรหัดเขียนตามแนวทางที่ตนถนัดก่อน ก็จะทำให้การเขียนของเราเขียนได้ง่ายขึ้น เขียนได้เป็นธรรมชาติขึ้น บางคนไม่รู้ว่าตนเองถนัดการเขียนในแนวไหน
ก็ลองสังเกตว่าตนเองชอบอ่านหนังสือประเภทไหน เพราะโดยมากคนที่อ่านหนังสือประเภทไหนก็มักจะมีความสนใจในหนังสือประเภทนั้น อีกทั้งท่านจะมีข้อมูลในการเขียนมากด้วย
                ถามว่าเมื่อรู้แนวการเขียนว่าตัวเองชอบงานเขียนในแนวไหนแล้ว แต่ทำไมเขียนไม่ออก อาจเป็นเพราะหลายสาเหตุ เช่น กลัวไม่มั่นใจ  ไม่มีเวลา ไม่รู้จะเขียนอะไร ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ฝึกหัดการเขียนควรต้องทำการแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาตนเอง
                ลองหาสาเหตุ ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดแล้วจึง ค่อยๆ หาทางแก้ไข อาจเป็นไปได้ว่า คนบางคนเขียนไม่ได้เนื่องมาจากการขาดแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ เมื่อขาดแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ก็จะทำให้ผู้นั้นฝึกหัดการเขียนด้วยการขาดความกระตือรือร้น
                สรุป บุคคลที่ต้องการเป็น นักเขียนหรือต้องการฝึกเขียน ควรฝึกนิสัยในการรักการอ่าน หัดเป็นนักฟัง นักสังเกต  พยายาม หาทางพัฒนาการเขียนและปรับปรุงข้อบกพร่องในงานเขียนของตนเองตลอดเวลา สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าท่านอยากเป็นนักเขียน ท่านจะต้องเขียน เขียนและเขียน